Review: Nokia E72 เป็นครั้งที่ 3

เขียนเรื่องเกี่ยวกับ Nokia E72 เป็นครั้งที่ 3 แล้วครับ แต่ครั้งนี้ก็ใช้มาเป็นปีได้แล้วมั้ง ก็มีทั้งเรื่องดีเรื่องไม่ดีปะปนกันไปครับ

.

เรื่องดี

1. แบต 5 วัน – ต่อให้ใช้หนักๆ ก็ยัง 3 วัน ถือว่าโอเคมากๆ ครับ

2. Hardware Keyboard – ชอบโดยส่วนตัว กดแล้วได้สัมผัสครับ ชอบๆ

3. ไฟฉาย – แรงมากๆ ครับ เหมาะกับงาน Engineer ที่ต้องส่องนู่นนี่นั่นบ่อยๆ

4. กล้อง – ความละเอียด 5 ล้าน Pixel ใช้ถ่ายนู่นนี่นั่นได้ง่ายๆ ตามใจ สำหรับคนที่ชอบกดถ่ายมั่วๆ แต่ไม่ได้ชอบเล่นกล้อง ก็ถือว่าดีมากแล้วครับ

5. Hardware ทน – ทำหล่นจากระดับความสูง 1.5 เมตรนับครั้งไม่ถ้วน แล้วยังไม่มีความเสียหายนอกจากรอยขีดข่วนเล็กน้อย ทนดีครับ

6. Ovi Map – สำหรับมนุษย์ผู้ชอบหลงทาง ความสามารถนี้ใช้ได้เลยทีเดียว

7. Sim City M – ฟรี และสนุกโคตรๆ ควรหามาเล่นครับ ฆ่าเวลามาก

.

เรื่องไม่ดี

1. Software ห่วย – เครื่องค้างบ่อยมาก แฮงค์แบบแปลกๆ แล้วล่าสุดก็มีปัญหา Memory หมด ต้องปิดเปิดบ่อยๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยแบตหมดเลยก็ตาม

2. Browser สุดเห่ย – Java Script ก็ใช้ไม่ได้ เล่นๆ ไปเดี๋ยวก็มีบั๊กนู่นนี่นั่น โอยย

3. E-mail Client สุดกระจอก – อ่านเมลล์เป็น HTML ได้แบบแปลกๆ แถมพอเมลล์เยอะประมาณ 300 เมลล์ จะเริ่มอืด ต้องลบ Account ทิ้ง แล้วค่อย Sync ใหม่ เฮ้อ – -

4. Contact Search พางง – ในแต่ละเมนูจะสามารถทำ Contact Search ได้ แต่มีกระบวนการในการเสิร์ชและแสดงผลต่างกัน – - ใช้แล้วโคตรงง

.

อื้ม โดยรวมคือถ้าต้องการโทรศัพท์สไตล์โนเกีย ที่เอามาใช้ทำงานเป็นหลัก และรับได้กับเรื่องจุกจิกทั้งหลาย ผมว่าก็คุ้มพอสมควรเลยครับ แต่ถ้าต้องการมือถือเพื่อความบันเทิงในชีวิตล่ะก็ ไปซื้อค่ายอื่นดีกว่าครับ

.

แต่ว่ามือถือเครื่องหน้า ผมคงลองพิจารณาค่ายอื่นมากกว่านี้ครับ หลังจากที่ทั้งชีวิตเคยใช้แต่โนเกีย

.

สวัสดีครับ

Tags: ,
Posted in General Technology by Aruj. 1 Comment

กฎห้าข้อของการจ้างงานแบบชาญฉลาด!

บล็อกนี้ผมเขียนสรุปจากที่อ่านมาใน Five Rules for Making Smart Hires ของ Wall Street Journal นะครับ พอดีช่วงนี้ได้มีโอกาสเข้าไปอ่านอะไรเล่นๆ ในเว็บ Wall Street Journal แล้วเจอบทความน่าสนใจ เลยนำมาแบ่งปันกันครับ ถ้าจะอ่านเอง ข้างล่างที่เหลือไม่ ต้องอ่านเลยก็ได้นะครับ 555 แต่ว่าในสรุปของผม ผมเองก็จะเขียนไอเดียของตัวเองแทรกลงไปด้วยนะครับ :D

.

การจ้างงานที่ดี ควรทำตามกฎ 5 ข้อนี้

.

1. มุ่งเน้นไปที่อนาคต

.

อย่าลืมว่าการจ้างงาน คือการจ้างคนมาร่วมงานกับเรา เริ่มเต้นจากวันนี้ และทำต่อไปเรื่อยๆ ถึงอนาคต บางคนอาจจะมีประวัติสวยหรู แต่ว่าเราต้องดูว่ามัน Match กับทิศทางในอนาคตของบริษัทเราแค่ไหน และก็อย่าเพิ่งมั่นใจนักว่าคนที่เคยประสบความสำเร็จในที่อื่นมาก่อน มาทำงานกับเราแล้วจะประสบความสำเร็จด้วย ประวัติใช้ชี้วัดได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

.

สิ่งที่ควรทำ: ทุกครั้งที่มีการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทดแทนคนที่ลาออก หรือตำแหน่งรับใหม่ ให้กำหนดว่าต้องการคนประเภทไหน มีความสามารถอะไรมาให้ชัดเจน และเป็นไปตามทิศทางขององค์กรของเรา และหาคนที่จะเหมาะกับทางที่เราจะเดินไป ไม่ใช่คนที่มีอดีตสวยหรู

.

2. อย่าลืมเกี่ยวกับความเหมาะสม

.

ความเหมาะสมในที่นี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ความเหมาะสมกับงาน ว่าสถานที่หรือตำแหน่งงานที่จะจ้างคนไปทำนั้น มีวัฒนธรรมแบบไหน คนแบบไหนจะสามารถอยู่ในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบนั้นได้ดี  และความเหมาะสมกับผู้ร่วมงาน ว่าจะสามารถร่วมงานกับคนอื่นในทีมที่มีอยู่เดิม หรือในทีมที่กำหนดทิศทางเอาไว้แล้วได้ดีแค่ไหน

.

สิ่งที่ควรทำ: พูดคุย หรือสืบหาข้อมูล ว่าคนที่มาสมัครจะเข้ากับงานและคนที่เรามีได้หรือไม่ ของพวกนี้ไม่มีบอกใน Resume หรอก

.

3. ขุดลงไปให้ลึกๆ

.

หลังจากที่มีผู้สมัครที่ผ่านเกณฑ์ต่างๆ มากมายหลายคน หรือแม้แต่จะแค่คนเดียวก็ตาม เราก็ยังคงต้องคัดกรองอย่างลึกซึ้งอีกรอบหนึ่ง ถึงข้อมูลต่างๆ ที่อาจจะยังไม่ได้พูดถึง หรือปกปิดเอาไว้ เช่น บางคนที่มีความสามารถตามเกณฑ์กำหนด แต่อาจจะต้องการทำงานเพื่อลาออกไปทำอย่างอื่นในเวลาอีกไม่นานนัก หรือ บางคนที่อาจจะยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ อย่างมีความสุขได้หรือไม่ และเนื้องานก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องเดินทาง เป็นต้น

.

สิ่งที่ควรทำ: คิดให้เยอะๆ, อ่านคนให้ออก, ถามคำถามดีๆ เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ และตัดสินใจให้ดีๆ

.

4. ใช้เวลาให้เต็มที่ (แต่เร่งหน่อยก็ดี)

.

หลายๆ ครั้งที่การจ้างคนใหม่ให้มาทำงานได้เร็วขึ้นแม้แต่วันเดียวก็ยังดี จนกลายเป็นให้ผู้ที่เป็นด่านสุดท้ายของการตัดสินใจเป็นคนสัมภาษณ์และตัดสินผลเพียงคนเดียว (เช่น เจ้าของบริษัท) แต่ผลลัพธ์นั้นกลับกลายเป็นแย่ จากการทำการวิจัย พบว่า ในการจ้างงานที่ใช้เจ้านายสูงสุดคนเดียวคัดกรอง ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจเพียงแค่ 36% ในขณะที่การคัดกรองโดยใช้กรรมการเป็นกลุ่มนั้น กลับให้ผลลัพธ์สูงถึง 55% ซึ่งถึงแม้จะห่างจาก 100% อยู่เกือบครึ่งนึง แต่มันก็ยังดีกว่าการคัดคนด้วยคนๆ เดียวอยู่ดี

.

สิ่งที่ควรทำ: วางแผนเรื่องระยะเวลาในการคัดกรองคนดีๆ โดยตั้งคณะกรรมการมาคัดกรองอย่างเป็นทางการ เพื่อทั้งให้ผู้คัดกรองมีเวลาวางแผนล่วงหน้าไม่ไปติดงานอื่น และส่งผลดีต่อการคัดกรองสูงสุด

.

5. อย่าลืมวางแผนสำหรับพนักงานใหม่

.

หลายครั้งที่เรามักจะโล่งใจเมื่อได้ผู้ร่วมงานคนใหม่ที่เก่งสุดๆ มาอยู่ด้วย แต่นั่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะงานของเรายังไม่ได้จบแค่นั้น เรายังจะต้องวางแผนล่วงหน้าสำหรับผู้ร่วมงานคนใหม่นี้ ว่าจะให้เรียนรู้งานยังไง, ให้รู้จักกับผู้ร่วมงานคนอื่นยังไง, จะมีความท้าทายอะไรเมื่อไหร่, มีความก้าวหน้าเมื่อไหร่ ทั้งหมดนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ (ซึ่งเรามักจะคาดหวังให้มันเกิดขึ้นมาเอง) แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้ทุกสิ่งที่จำเป็นลุล่วงไปได้ด้วยดี

.

สิ่งที่ควรทำ: วางแผนการสำหรับพนักงานใหม่แต่ละคน และแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

.

ก็จบเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ :D ผมอาจจะแต่งเติมนู่นนี่นั่นเยอะไปหน่อย แต่ว่าต้องขอเขียนไว้หน่อยครับ ผมเองจะได้จำไอเดียพวกนี้ได้ง่ายๆ น่ะครับ :P

.

สวัสดีครับ

สิ่งที่ควรเพิ่มเติมในหลักสูตรทางด้าน IT ของมหาวิทยาลัย

วันนี้อยู่ๆ ก็นึกไปถึงหลายๆ เรื่อง เนื่องจากต้องเดินทางนาน สมองจึงคิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ และก็ปิ๊งไอเดียนึงขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าอยากจะนำเสนอให้ทุกท่านได้ลองอ่านกันดู เผื่อถ้าใครอยู่ในบทบาทที่สามารถทำอะไรกับวงการอุดมศึกษาได้ จะได้ลองเห็นเป็นไอเดียครับ :D

.

สำหรับหัวข้อนี้ ก็ตรงกับหัวข้อที่เขียนตัวโตๆ อยู่ข้างบนครับ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน

.

“สิ่งที่ควรเพิ่มเติมในหลักสูตรทางด้าน IT ของมหาวิทยาลัย”

.

สมัยที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย (อันที่จริงมันก็ยังผ่านไปไม่นาน แต่ก็ตั้ง 2 ปีแล้วนะ) ผมได้เรียนวิศวฯ คอมพิวเตอร์ ซึ่งได้เรียนนู่นนี่นั่นมากมาย, ได้ลองทำ ลองคิดอะไรเรื่อยๆ และปิดท้ายด้วยการทำ Senior Project เหมือนๆ กับที่ทุกๆ คนในสายนี้ควรจะได้ทำ

.

ประเด็นคือ ผมลองจินตนาการกลับไปเล่นๆ ว่า “ถ้าเกิดผมเรียนจบปุ๊บ และอยากสร้างอะไรซักอย่างเป็นของตัวเองทันที ผมจะทำมันให้สำเร็จได้ไหม?”

.

มาลองไล่ลำดับกัน ว่าถ้าผมจะทำอะไรซักอย่างที่ว่านั่นเป็นของตัวเอง ผมต้องทำอะไรบ้าง

.

1. คิดขึ้นมาให้สำเร็จก่อน – อันนี้ใครคิดออก หรือมีไอเดียอยู่แล้ว ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าใครยังไม่มี ก็ต้องนั่งหาไอเดียกันต่อไป

.

2. พิสูจน์ว่ามันควรจะได้ผล – เป็นขั้นตอนการทำ Research ทั้งเชิงเทคนิค และเชิงธุรกิจ หาดูว่าการผลิตจะต้องทำยังไง ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ และมองหาว่าจะไปขายยังไง ขายใคร ขายเท่าไหร่ คู่แข่งมีใคร รายละเอียดเป็นยังไงบ้าง บลาๆ

.

3. ดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย – ความคิดของผมมาตายที่ตรงนี้ เนื่องจากว่า ไม่มีความรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย หรือถึงแม้แต่จะไปศึกษากฎหมายมาบ้างเพื่อเรื่องนี้ ผมว่าก็ต้องมีบางอย่างที่เรา “หลุด” เพราะความขาดประสบการณ์ และขาดความรู้ทางด้านนี้อย่างชัดเจนแน่นอน

.

4. ลงมือทำ – อันนี้ยังไม่ได้ไล่ลำดับเลยตอนนั้น เพราะมาตายซะก่อนที่ข้อที่แล้ว

.

ผมเองไม่ได้คาดหวังหรอกครับ ว่าหลักสูตรทางด้าน IT ควรจะสอนเรื่องกฎหมายพวกนี้ แต่ว่า ก็ยังมีบางส่วนเล็กๆ ที่ผมคิดว่าถ้าเราได้รู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย มันคงจะช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อการทำอะไรหลายๆ อย่างของเราทีเดียว

.

ในความเห็นของผม อย่างน้อยๆ สิ่งที่เราควรจะได้จากมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม ซึ่งสิ่งนี้เองก็จะช่วยผลักดันวงการการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยบ้านเราเช่นกัน ก็คือเรื่องของ “การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา” ครับ!

.

มหาวิทยาลัยเอง มีบทบาทในการรวบรวม, ส่งเสริม และพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ แต่บทบาทที่ผมมองว่ายังขาดไปอยู่ คือเรื่องของการ “ปกป้อง” สิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น ให้ยังคงเป็นของสังคมไทยเราอยู่

.

อย่างน้อยๆ งานพวก Senior Project หรือ Project หลายๆ งานที่ใช้ไอเดีย หรือออกมาเป็น Product ได้เลย ผมคิดว่าน่าจะมีช่องทาง หรือการแนะนำจากมหาวิทยาลัย ให้เราได้มีโอกาสจดสิทธิบัตร หรือถ้าได้ Patent ในประเทศอย่างอเมริกา สำหรับบางงานวิจัยหรือไอเดียที่เจ๋งจริงๆ ก็คงจะเป็นเรื่องดีอย่างมากครับ เผื่อว่าเราจะได้นำมันไปต่อยอดเป็นธุรกิจ หรือแม้แต่อาจจะมีส้มหล่นมาซื้อสิทธิบัตรเหล่านี้ไป หรือในอนาคตเมื่อเรามีไอเดียต่างๆ เราเองก็จะได้สามารถปกป้องความคิดของเราไว้ได้

.

ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเอง ก็อาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของความคิดและความรู้เหล่านี้ในบางส่วน เพื่อที่ว่าจะได้สร้างรายได้เพิ่มเติม และสามารถนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดได้เช่นกัน

.

สรุปไอเดีย

ให้นิสิต นักศึกษา ได้เรียนรู้การจดสิทธิบัตร, Patent โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวเชื่อมประสาน และได้ลองจดสิทธิบัตรไว้เป็นของตัวเอง (ไม่ว่าจะจดสำเร็จหรือไม่ก็ตาม)

ข้อดี

1. เป็นการปกป้องสิทธิ์ในความคิด และความรู้ต่างๆ

2. มีประโยชน์กับทั้งไอเดียในปัจจุบัน และอนาคต

3. ส่งเสริมให้สังคมไทยให้ความสำคัญกับความคิดมากกว่านี้ (ประโยชน์ทางอ้อม)

ข้อเสีย

1. มหาวิทยาลัยเองต้องมีหน่วยงานเฉพาะสำหรับเรื่องนี้

2. ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานรัฐบางหน่วย แต่ก็อย่างว่า หน่วยงานนั้นไม่เห็นจะทำอะไรเลย

.

ซึ่งผมว่าเรื่องนี้จริงๆ สามารถผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และจริงๆ ก็สามารถใช้ได้กับทุกคณะ ทุกภาควิชาของมหาวิทยาลัยเช่นกัน ดังนั้นประโยชน์ของการให้คาามรู้ และโอกาสในการปกป้ององค์ความรู้เหล่านี้ จะมีประโยชน์ต่อภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และสังคมไทยอย่างแน่นอนครับ

.

สำหรับบล็อกนี้ ผมเขียนจากไอเดียเท่าที่ผมมี ดังนั้นจริงๆ บางทีผมเองก็อาจจะเขียนผิดพลาดเรื่องประเด็นทางข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการปกป้องความคิดไปบ้าง ถ้ามีใครมีไอเดียเพิ่มเติม หรือจะช่วยให้ความรู้เรื่องกฎหมายได้ ก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยครับ :D

.

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงาน

หลายครั้งที่เคยคิดว่าจะเขียนเรื่องแนะนำเกี่ยวกับการเลือกงานสำหรับน้องๆ จะได้เลือกงานได้ถูกสไตล์ตัวเอง แต่มาวันนี้อยากจะเขียนเรื่องนี้แทน

.

สำหรับคุณ คุณคิดว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงาน” คืออะไรครับ?

.

ติ๊กต่อกๆ ให้เวลาคิดเล็กน้อย

.

ป่อยๆ หมดเวลา คิดให้เสร็จก่อนจะเลื่อนลงไปอ่านต่อนะครับ

.

โดยส่วนตัวแล้ว ผมกลับคิดว่าสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงาน ก็คงไม่พ้น “ตัวเราเอง” นี่แหละครับ

.

บางคนอาจจะบอกว่า “เงิน” สำคัญ, “เพื่อนร่วมงาน” สำคัญ, “เนื้องาน” สำคัญ

.

แต่สำหรับผม ผมกลับคิดว่า “ผลงาน” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

.

ถ้าจะถามว่าทำไม ผมก็มีคำตอบให้ว่า อย่างน้อยๆ งานที่เราทำ จะต้องส่งผลลัพธ์ที่เรา “รู้สึกถึงความมีคุณค่า” ได้เป็นอย่างน้อย ให้งานนั้นๆ มีคุณค่ากับผู้อื่น, มีคุณค่าต่อองค์กร และท้ายที่สุดคือ ต้องมีคุณค่าต่อตัวเราเอง

.

อะไรคือคุณค่า?

.

สำหรับผม คุณค่า สามารถชี้วัดได้จากประโยชน์, การยอมรับจากผู้อื่น และเหนือสิ่งอื่นใดครับ…

.

…ความภาคภูมิใจของผู้ทำ…

.

อาจจะฟังดูไม่สมเหตุสมผลไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าถ้างานที่เราทำอยู่นั้น ไม่สามารถสร้าง “ผลงาน” ที่มี “คุณค่า” ออกมาได้ สุดท้ายเราก็คงไม่สามารถที่จะ Perform ในงานนั้นๆ ได้อย่างดี และมีความสุขกับงานที่ทำหรอกครับ ซึ่งไอ้ความสุขที่ได้มาจากตรงนี้แหละ คือการทำเพื่อ “ตัวเราเอง” ครับ

.

ขอให้มีความสุขกับการทำงานนะครับ :D

.

สวัสดีครับ

Tags:
Posted in Career by Aruj. 3 Comments

มี Plugins อะไรของ WordPress ที่แนะนำบ้างครับ?

หลังจากหายหน้าไปนาน ตอนนี้อยากจะกลับมารื้อๆ เว็บอีกทีครับ เพราะพวก component ต่างๆ ก็เริ่มมี version ใหม่ๆ ออกมากันเยอะแยะ แต่ผมเองก็ไม่เก่ง WordPress เท่าหลายๆ คนซะด้วยสิครับ เห็นคนอื่นเค้าทำกันนี่อย่างหรู มีนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด ก็เลยอยากจะมีบ้างอะไรบ้าง 555

.

จึงเรียนมาเพื่อขอคำแนะนำครับ ใครมี Plugins อะไรเจ๋งๆ รบกวนแนะนำกันด้วยนะคร้าบ

.

ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ :D

Tags:
Posted in General by Aruj. No Comments

ไม่ได้อัพบล๊อกซะนาน

สวัสดีครับ

.

ผมไม่ได้เขียนบล๊อกมาตั้งนาน สาเหตุก็ไม่ใช่อะไรครับ ช่วงนั้นผมพบว่าเน็ตที่บ้านผมไม่สามารถเข้า http://www.aruj.org ได้เลย (ซึ่งก็ไม่แน่ว่าตอนนี้บางคนก็อาจจะเข้าไม่ได้เช่นกัน) เพราะ DNS ของ TOT ที่เน็ตบ้านผมใช้อยู่มันไม่ Resolve ให้ ซึ่งก็เป็นปัญหามาเป็นปีๆ แล้วเหมือนกัน จนหยุดเขียนไประยะนึง เพราะจะให้ชี้ DNS ไป 8.8.8.8 ตลอดเวลาก็ยังไงๆ อยู่

.

ตอนนี้พอมีโอกาส ได้เจอกับเพื่อนที่ดูแลโฮสต์ให้ ก็เลยคุยเรื่องนี้ไป เพื่อนผมเลยไปยึกยักใน TOT ให้เรียบร้อย โอ้ว สุดยอดครับ

.

ก็ว่าจะกลับมาเขียนอีกทีนึง พร้อมกับเรื่องราวต่างๆ มากมายที่จะเอามาฝากให้อ่านกันครับ

.

อ้อ สำหรับบล๊อกก่อนหน้านี้ที่เป็นเรื่องไข่นกในรังเล็กๆ สรุปว่าอยู่มาวันนึงมันหายไปทั้งไข่นก, แม่นก และก็พ่อนกเลยนะครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันหายไปไหน 55

.

สวัสดีครับ

Posted in General by Aruj. 1 Comment

เจ้านกน้อย

วันนี้ตอนสอนพิเศษ มีผู้ปกครองเด็กเรียกไปดูครับ ว่าในบ้านผมมีนกมาทำรังอยู่บนต้นไม้เล็กๆ กิ่งบางๆ ที่สูงประมาณระดับสายตาผมเท่านั้น

.

นกอะไรน่ะ? มันจะมีโอกาสได้โตมั้ยนะ? หรือมันจะเป็นอาหารตัวอะไรแถวๆ นั้นไปซะก่อน?

.

หวังว่าเราคงได้เจอกันนอกเปลือกไข่นะ :D

.

.

.

สวัสดีครับ

Posted in General by Aruj. 2 Comments